ฮ่องกง, 13 ม.ค. (ซินหัว) – เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) ของจีน กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 ม.ค.) ว่าปัญหาความไม่สงบและความท้าทายทางสังคมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้บั่นทอนจุดแข็งและความสามารถในการฟื้นตัวของฮ่องกงแต่อย่างใด ฮ่องกงยังคงตั้งมั่นที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาในอนาคต

ระหว่างพิธีเปิดการประชุมอาเซียนไฟแนนเชียลฟอรั่ม (AFF) ครั้งที่ 13 ในฮ่องกง แคร์รี แลมผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงกล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันและบทบาทที่สำคัญของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำของโลกยังคงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ดัชนีศูนย์กลางการเงินโลกจัดฮ่องกงอยู่ในอันดับที่สาม ตามหลังนิวยอร์กและลอนดอน ในเดือนธันวาคม 2019 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังยืนยันว่าฮ่องกงอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกและศูนย์กลางการค้าระดับภูมิภาค ทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่เปิดกว้างที่สุดในโลก

แคร์รี แลมกล่าวถึงการพัฒนาเขตอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) ซึ่งมีประชากรราว 70 ล้านคน และมีจีดีพีรวมประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 48 ล้านล้านบาท) ว่าศักยภาพทางการตลาดอันมหาศาลดังกล่าวเป็นเครื่องรับประกันอันไร้ขอบเขตสำหรับฮ่องกง โดยเฉพาะภาคบริการการเงิน

“การพัฒนาเขตอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊าควบคู่ไปกับการริเริ่มโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง จะช่วยสร้างความมั่นใจต่อเศรษฐกิจของฮ่องกงในระยะยาว” เธอเสริมว่านโยบายของทั้งสองแห่ง จะทำให้ฮ่องกงขยายบทบาทในฐานะสะพานธุรกิจระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และที่อื่นๆ ในทั่วโลก

แลมกล่าวว่า “ฉันมั่นใจว่าเราจะประสานสัมพันธ์ระหว่างเราได้ และสิ่งนี้จะทำให้เราบรรลุหมายร่วมในการรวมเป็นน้ำหนึ่งใจหนึ่งเดียวและสร้างเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู” ผ่านความพยายามร่วมกันของรัฐบาลและประชาชนฮ่องกง

พอล เฉิน (Paul Chan) รัฐมนตรีคลังของฮ่องกง สะท้อนความเห็นข้างต้นว่า “เราจะเพิ่มความพยายามในการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น ทั้งจากการเงินสีเขียวและฟินเทค (Fintech) รวมถึงการพัฒนาเขตอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊าและโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางด้วย”

“ฮ่องกงเป็นสะพานธุรกิจระหว่างแผ่นดินใหญ่และส่วนอื่นๆ ของโลก และจะยังคงเป็นต่อไป” เขากล่าว
พอล เฉินเสริมว่า นโยบายการเงินสีเขียวเป็นนโยบายที่สำคัญในอนาคต เทคโนโลยีด้านการเงินก็เป็นอีกประเด็นที่ฮ่องกงมุ่งมั่นจะสร้างความเป็นเลิศ พันธบัตรสีเขียวที่ออกและจัดการในฮ่องกงเพิ่มขึ้นแตะ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท) ในปี 2018 คิดเป็นร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การประชุม 2 วันภายใต้หัวข้อ “นิยามใหม่ของการเติบโต: นวัตกรรม ความก้าวหน้า และการอยู่รวมกัน” ซึ่งพูดถึงประเด็นที่หลากหลาย อันประกอบด้วยแนวโน้มและโอกาสทางเศรษฐกิจระดับโลก เทคโนโลยีทางการเงิน การพัฒนาอย่างยั่งยืนและรอบด้าน การเงินสีเขียว และการเข้าถึงบริการทางการเงิน อันเป็นจุดเริ่มต้นแก่ผู้เข้าร่วมประชุมให้ค้นพบความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ในปี 2020

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

copied!

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.