เจนีวา, 9 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 ก.ย.) มิเชล แบชเลต ข้าหลวงใหญ่ด้านด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวเตือนถึง “หายนะ” จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่จะส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วทั้งโลก

 

แบชเลตกล่าวว่า นอกจากประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนแบบดั้งเดิมแล้วสหประชาชาติยังต้องจัดการกับปัญหาใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อสิทธิของมนุษย์ทุกคนบนโลก 

 

“การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจริง และปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคทั่วโลก” แบชเลตกล่าวในพิธีเปิดการประชุมสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 42 ณ นครเจนีวา “ผลกระทบของอุณหภูมิโลกต่อมนุษย์ปัจจุบันอยู่ในระดับมหันตภัย พายุโหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งขึ้น คลื่นทะเลสามารถจมหมู่เกาะของทั้งประเทศและเมืองริมชายฝั่งให้ลงสู่บาดาล” พร้อมกล่าวถึงไฟป่าที่ลุกโชนและวิกฤตน้ำแข็งละลายทั่วโลก

 

“เรากำลังจุดไฟเผาอนาคตของโลกอย่างแท้จริง” แบชเลตกล่าว

 

ความเร่งด่วนของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ความอดอยากพุ่งสูงในทั่วโลก โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่าเป็นการเพิ่มสูงขึ้นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าช่วงปี 2030-2050 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะคร่าชีวิตผู้คน ราว 250,000 ราย จากการขาดสารอาหาร โรคมาลาเรีย โรคท้องร่วง และความเครียดจากอุณหภูมิสูงเพียงแค่ 4 สาเหตุ ยังไม่รวมสาเหตุอื่นๆ

 

แบชเลตกล่าวว่าในหลายประเทศรูปแบบสภาพอากาศที่แปรปรวนและปรากฎการณ์อื่นๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะฉุกเฉินทางสิ่งแวดล้อมได้ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด

 

เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในปัจจุบัน การพลัดถิ่น ความตึงเครียดทางสังคม การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะงักงัน และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงยิ่งขึ้น

 

“โลกไม่เคยประสบกับภัยที่คุกคามสิทธิมนุษยชนในระดับนี้มาก่อน และนี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ประเทศ สถาบัน หรือผู้กำหนดนโยบายใดจะสามารถเมินเฉยได้” แบชเลตกล่าว

 

เศรษฐกิจของทุกประเทศ สถาบันด้านการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของทุกรัฐ รวมถึงสิทธิของประชาชนทุกคนในปัจจุบันและในอนาคต จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน แบชเลตกล่าวว่า ขณะนี้เรายังพอมีเวลาที่จะดำเนินการแก้ไข แต่ประตูแห่งโอกาสบานนี้อาจกำลังค่อยๆ ปิดลง 

 

“เราอยู่ในยุคที่มีนวัตกรรมอันยอดเยี่ยม” แบชเลตกล่าว และเสริมว่าเรามีหนทางที่รอบคอบกว่านี้ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรหมุนเวียน

 

นโยบายที่ปกป้องและมอบอำนาจให้แก่กลุ่มคนชายขอบ รวมถึงแผนริเริ่มเพื่อการปกป้องสังคมที่หลากหลาย และการพัฒากลยุทธ์ของธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน อาจเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนได้ดีกว่าเดิม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

copied!

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.