มาดริด, 3 ธ.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันอังคาร (3 ธ.ค.) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของทศวรรษที่ผ่านมานั้น “เกือบเป็นที่แน่นอน” แล้วว่าเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นจากก๊าซเรือนกระจก อันมีที่มาจากกิจกรรมของมนุษย์

องค์การฯ เผยแพร่รายงานนอกรอบการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 25 (COP25) ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน

รายงานซึ่งมีชื่อว่า “แถลงการณ์ชั่วคราวว่าด้วยภูมิอากาศ 2019” (Provisional Statement of the State of the Climate 2019) ระบุว่าปี 2019 จะเป็นปีที่อากาศอบอุ่นมากที่สุดเป็นอันดับสองหรือสาม “อย่างแน่นอน” โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมราว 1.1 องศาเซลเซียส

รายงานระบุว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 407.8 ส่วนต่อล้านส่วน (ppm) ทั้งยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2019 คาร์บอนไดออกไซด์คงอยู่ในชั้นบรรยากาศมานานหลายศตวรรษ และอยู่ในมหาสมุทรมานานยิ่งกว่า ส่งผลให้ภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง

นับตั้งแต่เริ่มตรวจวัดระยะด้วยดาวเทียมในปี 1993 ระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลาย อีกทั้งน้ำทะเลยังมีความเป็นกรดสูงกว่ายุคอุตสาหกรรมตอนต้นถึงร้อยละ 26

เปตเตรี ตาลัส (Petteri Taalas) เลขาธิการขององค์การฯ เปิดเผยว่า “หากเราไม่รับมือการปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนตั้งแต่ตอนนี้ เราจะต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียสในช่วงปลายศตวรรษ ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ยิ่งขึ้น”

ตาลัสเสริมว่า “ปัจจุบันเราไม่ได้เข้าใกล้การบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสเลยแม้แต่น้อย”

ความตกลงปารีส 2015 กำหนดให้ทุกฝ่ายมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่าอุณหภูมิของโลกจะ “ต่ำกว่า” ยุคก่อนอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส โดยบรรดาประเทศที่เข้าร่วมได้ตกลง “แสวงหาความพยายาม” เพื่อจำกัดอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส

รายงานขององค์การฯ ระบุข้อความที่สอดคล้องกับรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (UNEP) ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ผ่านมา ว่านานาประเทศต้องใช้ความพยายามในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพื่อลดทอนระดับก๊าซเรือนกระจกในทศวรรษหน้า และหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

มีผู้เข้าร่วมการประชุมภาคีฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์กว่า 26,000 คน เพื่อหารือถึงการดำเนินงานตามความตกลงปารีส 2015 ท่ามกลางอนาคตที่ยังเห็นภาพแรงสนับสนุนจากทั่วโลกเพียงพร่าเลือน

ตาลัสเผยว่า ในแต่ละวัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลออกมาในรูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรงและ “ผิดปกติ”

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนและน้ำท่วม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เพียง 1 ครั้งในศตวรรษ” ได้กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยจนเป็นประจำ ประเทศต่างๆ ตั้งแต่บาฮามาสไปจนถึงญี่ปุ่นและโมซัมบิกล้วนได้รับผลกระทบร้ายแรงจากพายุหมุนเขตร้อน รวมถึงไฟป่าที่พัดผ่านแถบอาร์กติกและออสเตรเลีย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

copied!

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.