(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนเข้าแถวรอรับหน้ากากอนามัยฟรีในย่านบรูกลินของนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2020)

วอชิงตัน, 29 พ.ค (ซินหัว) — เมื่อวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) เจ้าหน้าที่อาวุโสของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เปิดเผยว่าการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทำให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และเชื้อชาติในสหรัฐฯ เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

“วิกฤตสุขภาพครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่จากเดิมมากนัก และบางกรณีอาจเป็นตัวเร่งแนวโน้มที่มีอยู่แล้วในสังคมของเรา” แพทริก ฮาร์เกอร์ (Patrick Harker) ประธานธนาคารกลางประจำนครฟิลาเดลเฟียกล่าว

“สหรัฐฯ เข้าสู่วิกฤตครั้งนี้ด้วยความไม่เท่าเทียมอย่างน่ากังวล ถูกรุมเร้าด้วยความไม่เสมอภาคด้านรายได้ ความมั่งคั่ง และโอกาสอย่างร้ายแรง” ฮาร์เกอร์กล่าว พร้อมเสริมว่าสำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ในปี 2018 แตะระดับสูงสุดในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่เริ่มสำรวจครั้งแรก

ฮาร์เกอร์ระบุว่าการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ทำให้ความไม่เท่าเทียมเหล่านี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากไวรัสส่งผลกระทบต่อชุมชนบางแห่งมากกว่าชุมชนแห่งอื่นๆ

“ผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากกว่าครึ่งหนึ่งในฟิลาเดลเฟียเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน แม้กลุ่มคนเหล่านี้จะคิดเป็นเพียงร้อยละ 40 ของประชากรในเมืองก็ตาม มันเป็นแนวโน้มที่เราพบได้ทั่วประเทศ”

คณะนักวิจัยจากธนาคารกลางประจำนครฟิลาเดลเฟียยังพบว่าผู้ที่มีแนวโน้มตกงานจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 นั้นมีรายได้ต่ำอย่างไม่ได้สัดส่วนอยู่ก่อนแล้ว

“พูดอีกนัยหนึ่งได้ว่าโรคโควิด-19 ที่เป็นทั้งวิกฤตสุขภาพและวิกฤตเศรษฐกิจ ได้ส่งผลกระทบอย่างโหดร้ายทารุณกับผู้ที่เปราะบางอยู่แล้ว” ฮาร์เกอร์กล่าว

“ความไม่เท่าเทียมในหมู่ชาวอเมริกันเป็นความท้าทายทางศีลธรรมและจริยธรรมต่อหลักความเชื่อพื้นฐานของเรา และเนื่องจากวิกฤตนี้ยังคงดำเนินต่อไป เราจึงต้องเพิ่มความพยายามเป็นทวีคูณในการแก้ไขปัญหาสำคัญเหล่านี้ที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคม”

ทั้งนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ รายงานว่ายอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ทะลุ 1.7 ล้านคน เมื่อนับถึงวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 100,000 รายแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.