(แฟ้มภาพซินหัว : โฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย บริเวณใกล้ย่านไทม์สแควร์ รัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 4 ก.ค. 2020)

วอชิงตัน, 6 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันอาทิตย์ (5 ก.ค.) ดร.อัสชิช เจฮา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพโลกฮาร์วาร์ด (Harvard Global Health Institute) เผยว่าการเปิดเมืองเร็วเกินไปของสหรัฐฯ บวกกับการสื่อสารเกี่ยวกับมาตรการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคมที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในสหรัฐฯ พุ่งสูงจนน่าเป็นกังวล

“หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ เปิดเมืองค่อนข้างเร็วเกินไป ขณะที่หลายรัฐไม่ปฏิบัติตามแนวทางเปิดเมืองอย่างปลอดภัยของทำเนียบขาว” เจฮาร์กล่าวในรายการฟ็อกซ์นิวส์ ซันเดย์ (Fox News Sunday) “เราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับทดสอบและแกะรอยผู้มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วยแบบที่เราต้องการ นอกจากนั้นการสื่อสารมากมายเกี่ยวกับการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างทางสังคมยังขัดแย้งกันอีกด้วย ความไม่ชัดเจนเหล่านี้ทำให้ประเทศของเราตกอยู่ในวิกฤต”

เจฮาร์ยังตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ที่ลดน้อยลงนั้นคือ “ตัวชี้วัดที่เป็นผล” (lagging indicator) อันสามารถอธิบายได้จากปัจจัยอื่น อาทิ จำนวนผู้ป่วยอายุน้อยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มรอดชีวิตมากกว่าผู้ป่วยวัยชรา

เมื่อถูกถามถึงกรณีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำกิจกรรมวันหยุดเนื่องในวันชาติสหรัฐฯ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ เจฮาร์เรียกร้องให้ทรัมป์ยึดมั่นหลักการวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมให้ผู้คนสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างทางสังคม “ผมรู้สึกงุนงงว่าเหตุใดเราจึงไม่ลงมือทำสิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อลดทอนความเสี่ยงของโรคโควิด-19”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.