(แฟ้มภาพซินหัว : โฆษณาเชิญชวนประชาชนสวมหน้ากากอนามัย บริเวณใกล้ย่านไทม์สแควร์ รัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 4 ก.ค. 2020)

วอชิงตัน, 13 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) บริษัทผู้ให้บริการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ชั้นนำของสหรัฐฯ เผยว่าจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการประมวลผลและส่งมอบผลทดสอบ

เควสท์ ไดแอกนอสติกส์ (Quest Diagnostics) หนึ่งในบริษัทที่ดำเนินการตรวจโรคโควิด-19 จำนวนมากในสหรัฐฯ ระบุว่าระยะเวลาเฉลี่ยในการส่งมอบผลทดสอบสำหรับผู้คนทั่วไปในปัจจุบันอยู่ที่ “7 วันขึ้นไป” ยกเว้นผู้ป่วยที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด ซึ่งคือกลุ่มผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่มีอาการป่วย

“แม้ขีดความสามารถการตรวจของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการตรวจโควิด-19 ระดับโมเลกุลทั่วสหรัฐฯ ที่พุ่งทะยานกำลังถ่วงเวลาของการส่งมอบผลทดสอบ” แถลงการณ์ของบริษัทฯ ระบุ “เราคิดว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากการระบาดอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคตอนใต้ ตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันตก”

ปัจจุบันบริษัทฯ สามารถตรวจวินัจฉัยโรคโควิด-19 ระดับโมเลกุลได้สูงสุด 125,000 ครั้งต่อวัน สูงกว่าเมื่อสองเดือนก่อนเกือบ 2 เท่า และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 150,000 ครั้งต่อวันภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม

“แม้ศักยภาพการตรวจโรคจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ความต้องการตรวจโรคก็พุ่งขึ้นเร็วยิ่งกว่า ดังนั้นระยะเวลาของการประมวลผลและส่งมอบผลตรวจของผู้ป่วยกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับผลทดสอบด่วนที่สุดอาจอยู่ที่มากกว่า 1 วันเล็กน้อย ส่วนระยะเวลาของผู้ป่วยกลุ่มอื่นอยู่ที่ราว 7 วันขึ้นไป” บริษัทฯ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ รายงานว่าสหรัฐฯ ตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 สะสมมากกว่า 3,353,000 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิตพุ่งเกิน 135,500 ราย เมื่อนับถึงช่วงเย็นวันจันทร์ (13 ก.ค.)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.