(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยขณะเดินอยู่ในย่านบรูกลิน นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 4 ต.ค. 2020)

วอชิงตัน, 29 ต.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันพุธ (28 ต.ค.) แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (NIAID) และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อชั้นนำของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าชีวิตของชาวอเมริกันจำนวนมากอาจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติจนกว่าจะถึงสิ้นปี 2021 หรือในปี 2022

“เราจะเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงสิ้นปี 2021 และอาจจะถึงปีถัดไป” เฟาซีกล่าวระหว่างการสัมมนาพิเศษทางออนไลน์ ภายใต้หัวข้อมุมมองทั่วโลกต่อโรคโควิด-19 (Conversations on COVID-19: The Global View) ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (University of Melbourne) โดยเขาเผยว่าจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันในสหรัฐฯ “กำลังเป็นปัญหา” และทุกคนคงรับรู้ได้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว

ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ รายงานว่าจำนวนเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ อยู่ที่มากกว่า 71,000 รายต่อวัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ยอดผู้ป่วยทั่วประเทศทะลุ 8,850,000 รายแล้ว

เฟาซีชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายลงภายในประเทศนั้นมีสาเหตุมาจาก “ความแตกแยก” ของรัฐต่างๆ ในประเทศในการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพ อาทิ การสวมหน้ากากอนามัย “หากทุกคนปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ ผมคิดว่าเราคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ การสวมหน้ากากอนามัยในสหรัฐฯ เกือบจะกลายเป็นเรื่องทางการเมืองไปแล้ว” เขากล่าว

“ประชาชนถูกหัวเราะเยาะเพราะสวมหน้ากากอนามัย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากสำหรับผมในฐานะแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และนักสาธารณสุข” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเขายังคงระมัดระวังเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดใหญ่ของประเทศโดยรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขา “รู้สึกเป็นกังวลเป็นอย่างมาก” เกี่ยวกับสถานการณ์ในอีกหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งเข้าใกล้ช่วงฤดูหนาวและเทศกาลวันหยุด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จะพร้อมใช้งานในสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่มีความเป็นไปได้ที่ “ประชาชนจำนวนมาก” จะไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจนกว่าจะถึงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ของปี 2021

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.