(แฟ้มภาพซินหัว : ชายชรารับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ที่ศูนย์นันทนาการไฮด์ ในเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร วันที่ 7 ม.ค. 2021)

ลอนดอน, 23 ก.พ. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (22 ก.พ.) งานวิจัยฉบับใหม่ที่จัดทำโดยสำนักสาธารณสุขแห่งสกอตแลนด์ ระบุว่าวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (University of Oxford-AstraZeneca) ที่สหราชอาณาจักรฉีดให้ประชาชน สามารถลดความเสี่ยงการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้สูงสุดร้อยละ 94 หลังจากฉีดโดสแรก 4 สัปดาห์

ขณะเดียวกันวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech) สามารถลดความเสี่ยงการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ร้อยละ 85 ในช่วง 28-34 วัน หลังฉีดวัคซีนโดสแรก

คณะนักวิจัยทำการตรวจสอบข้อมูลระหว่างวันที่ 8 ธ.ค. 2020 จนถึง 15 ก.พ. 2021 ขณะสกอตแลนด์ฉีดวัคซีนให้ประชาชนรวม 1.14 ล้านโดส และมีประชาชนได้รับวัคซีนโดสแรกแล้วกว่า 1 ใน 5 (ร้อยละ 21)

ศาสตราจารย์คริส วิตตี หัวหน้าบุคลากรทางการแพทย์ของอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสกาย นิวส์ว่า “งานวิจัยนี้แจกแจงข้อมูลเบื้องต้นเชิงบวกที่ระบุว่าการฉีดวัคซีนช่วยลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล”

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยชั้นต้นที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญหรือตีพิมพ์ในวารสารแต่อย่างใด

สถิติทางการล่าสุดเผยว่ามีประชาชนในสหราชอาณาจักรฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดสแรกแล้วกว่า 17.5 ล้านคน โดยเมื่อวันอาทิตย์ (21 ก.พ.) แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร ระบุว่าการฉีดวัคซีนโดสแรกช่วยลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ราว 2 ใน 3

ด้านบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ให้คำมั่นว่าผู้ใหญ่ทุกคนในสหราชอาณาจักรจะได้รับวัคซีนภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2021

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.