นิวยอร์ก, 21 ก.พ. (ซินหัว) — คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ในมหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ จะร่วมกันพัฒนายาต้านไวรัสและสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี เพื่อการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

เว็บไซต์มหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าคณะนักวิจัยจะพัฒนายาหรือแอนติบอดีที่ยับยั้งการจำลองตัวเองของไวรัสโควิด-19 ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน 4 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะอ้างอิงข้อมูลความรู้จากความสำเร็จในการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) และไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C)

เดวิด ดี. โฮ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์แอรอน ไดมอนด์ (ADARC) และศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นผู้นำความร่วมมือครั้งนี้ เผยว่าทั้ง 4 วิธีจะนำไปสู่การพัฒนายาหรือแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพต้านไวรัสโคโรนาที่พบในปัจจุบันและอนาคต

“เรากำลังเร่งทำงานอย่างหนักตามสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมกับคิดล่วงหน้าถึงสิ่งที่เราอาจเผชิญในอนาคตด้วย”

เดวิด ดี. โฮ เสริมว่าทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ คาดหวังจะนำตัวยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส (protease inhibitor), ตัวยับยั้งพอลิเมอเอส (polymerase inhibitor) และโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) อย่างละหนึ่งเข้าสู่การทดลองทางคลินิกภายในเวลาหนึ่งปี

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม และดำเนินการพัฒนายาและแอนติบอดี โดยอาศัยเงินทุน มูลค่า 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 66.25 ล้านบาท) จากมูลนิธิแจ็คหม่า (Jack Ma Foundation) ในจีน

“เราขอขอบคุณมูลนิธิแจ็คหม่าอย่างสุดซึ้ง ที่ร่วมเป็นหุ้นส่วนและสนับสนุนการทำงานของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฯ ซึ่งพยายามยับยั้งโรคระบาดที่กลายเป็นภัยคุกคามทั่วโลกอย่างรวดเร็ว” เดวิด ดี. โฮ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.