ลอนดอน, 21 ม.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันอังคาร (21 ม.ค.) กระทรวงคมนาคมของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่าซากเรือ “ไททานิก” จะได้รับการปกป้องอย่างดีภายใต้สนธิสัญญาฉบับใหม่ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ

กระทรวงฯ เปิดเผยว่าการลงนามสนธิสัญญา ซึ่งเป็นการให้อำนาจแก่รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เข้าถึงซากเรือหรือนำชิ้นส่วนของเรือออกไป เป็นการประกันว่าจุดที่เรืออับปางและคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,500 ราย จะได้รับการดูแลและความเคารพเป็นอย่างดี

“สนธิสัญญาจะช่วยเสริมสร้างการปกป้องซากเรือระดับพื้นฐาน ซึ่งก่อนหน้านี้องค์การยูเนสโกเป็นผู้รับหน้าที่ และที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายฉบับใดปกป้องซากเรือซึ่งจมอยู่ในน่านน้ำสากลอย่างชัดเจน” กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์

นุสรัต กานี รัฐมนตรีกระทรวงกิจการทางทะเลของสหราชอาณาจักร ยืนยันเมื่อวันอังคาร (21 ม.ค.) ระหว่างเดินทางเยือนเมืองเบลฟาสต์ ซึ่งเป็นสถานที่ต่อเรือไททานิก ว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ที่สหราชอาณาจักรลงนามเป็นฝ่ายแรกเมื่อปี 2003 มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อย หลังไมก์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ให้สัตยาบันเมื่อสิ้นปี 2019

“ข้อตกลงการปกป้องซากเรือที่ลงนามร่วมกับสหรัฐฯ นี้ เป็นหลักประกันว่าซากเรือจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและความละเอียดอ่อน” รัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 1912 เรือสำราญขนาดยักษ์ลำนี้ชนกับภูเขาน้ำแข็งก่อนจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกอันหนาวเหน็บระหว่างออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์จากเมืองเซาท์แฮมป์ตันของสหราชอาณาจักร โดยซากเรือถูกพบเมื่อเดือนกันยายน 1985 หรือ 73 ปี หลังจากอับปาง ห่างจากชายฝั่งเกาะนิวฟาวด์แลนด์ (Newfoundland) ของแคนาดาราว 350 ไมล์ทะเล (648.2 กิโลเมตร) ลึกจากผิวน้ำ 4 กิโลเมตร

กระทรวงคมนาคมเสริมว่าหลังจากนี้ สหราชอาณาจักรจะเข้าไปมีบทบาทนำในการทำงานร่วมกับประเทศในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือ รวมถึงแคนาดาและฝรั่งเศส ในการผลักดันให้ประเทศเหล่านี้ร่วมลงนามข้อตกลงและยกระดับการปกป้องซากเรือไททานิก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

copied!

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.