(แฟ้มภาพซินหัว : เครื่องบินของสายการบินแควนตัสขึ้นบินจากสนามบินซิดนีย์ นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2020)

แคนเบอร์รา, 27 ต.ค. (ซินหัว) — รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียระบุว่าการตรวจค้นแบบรุกล้ำร่างกายที่ผู้โดยสารหญิงชาวออสเตรเลีย 13 คนต้องเผชิญที่สนามบินกรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศกาตาร์ เป็นเหตุการณ์ที่ “น่าเป็นกังวลอย่างมาก”

เมื่อวันจันทร์ (26 ต.ค.) มีรายงานว่าผู้โดยสารหญิงหลายรายบนเที่ยวบินของสายการบินแควนตัส ที่เดินทางจากท่าอากาศนานาชาติยานฮาหมัด กรุงโดฮา มุ่งหน้าสู่นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพาตัวออกจากเครื่องบินที่กำลังเตรียมขึ้นบิน เพื่อตรวจหาร่องรอยการคลอดบุตรเมื่อเร็วๆ นี้ โดยที่ไม่ได้รับการยินยอมจากผู้โดยสาร เนื่องจากสนามบินพบเด็กคลอดก่อนกำหนดถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำของอาคารผู้โดยสาร

มาริส เพย์น รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสตรีของออสเตรเลียยืนยันว่าตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ได้รับแจ้งให้ดำเนินการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้แล้ว

“เหตุการณ์นี้น่าขุ่นเคือง น่ารังเกียจ และน่ากังวลอย่างยิ่ง ชั่วชีวิตนี้ฉันไม่เคยพบเจอเรื่องอะไรแบบนี้มาก่อน”

“ระหว่างรอรายงานจากฝ่ายกาตาร์ เราแจ้งความกังวลของเราต่อหน่วยงานของกาตาร์อย่างชัดเจนแล้ว ฉันอยากจะมั่นใจว่าพวกเขารับรู้ถึงมุมมองของเราต่อเรื่องนี้ และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก” โดยหลังจากอ่านรายงานของกาตาร์ เพย์นกล่าวเสริมว่า “เราจะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะดำเนินการใดต่อไป”

หนึ่งในผู้โดยสารหญิงซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอบีซี (ABC) ว่าเจ้าหน้าที่พาตัวกลุ่มผู้โดยสารหญิงไปตรวจร่างกายที่รถพยาบาลนอกสนามบินโดยที่ไม่ได้อธิบายให้ชัดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักข่าวอัลจาซีราของกาตาร์รายงานแถลงการณ์จากท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัด ว่าสนามบินร้องขอให้กลุ่มคนที่ “มีการเข้าถึงพื้นที่ที่พบเด็กแรกเกิดในสนามบิน ให้ความร่วมมือกับการสืบสวน”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.