(แฟ้มภาพซินหัว : สะพานข้ามแม่น้ำแควในจังหวัดกาญจนบุรี ถ่ายเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2020)

กาญจนบุรี, ประเทศไทย, 31 ส.ค. (ซินหัว) — เสียงหวูดรถไฟดังแหวกอากาศเหนือจังหวัดกาญจนบุรี รถไฟขบวนเล็กสายหนึ่งวิ่งบดรางเหล็กบนสะพานสายเก่าเสียงดังครืนครั่น

จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ในภูมิประเทศหมู่เขาห่างจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 100 กว่ากิโลเมตร มีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมา แม่น้ำแควสายใหญ่ไหลผ่านเมือง

สะพานข้ามแม่น้ำแควยังคงมีรถไฟวิ่งผ่านจนถึงปัจจุบันนี้ ผู้คนสามารถเดินเล่นบนสะพานได้ยามไม่มีรถไฟผ่าน

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ภาพยนตร์เรื่อง “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ที่สร้างโดยเดวิด ลีน ผู้กำกับชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งเปิดเผยความโหดร้ายป่าเถื่อนของลัทธิทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง คว้ารางวัลออสการ์มาหลายรางวัล และทำให้สะพานข้ามแม่น้ำแควในจังหวัดกาญจนบุรีมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก

เดือนมิถุนายน ปี 1942 กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกฝ่ายพันธมิตร 6 หมื่นกว่าคน รวมถึงกรรมกรชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 3 แสนคนมาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ความยาว 415 กิโลเมตรเป็นเส้นทางไปสู่ประเทศพม่า เพื่อลำเลียงเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์จากทางบกไปใช้ในกองทัพ

การก่อสร้างเริ่มต้นในเมียนมาและไทยพร้อมกัน เดิมทีมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 7 ปี แต่ด้วยแรงกดดันอันโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่น ทางรถไฟจึงสร้างเสร็จในเวลา 17 เดือนเท่านั้น สองฟากฝั่งของแม่น้ำแควเป็นป่ารกชัฏและแม่น้ำพาดผ่าน จึงเป็นแหล่งชุกชุมของสัตว์แมลงที่ก่อโรคระบาด กอปรกับความทารุณของสภาพแวดล้อมและการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกหมื่นกว่าคนต้องเสียชีวิตลง ทางรถไฟแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ทางรถไฟสายมรณะ”

สะพานข้ามแม่น้ำแควคือจุดที่มีชื่อเสียงที่สุดของ “ทางรถไฟสายมรณะ” นี้

(แฟ้มภาพซินหัว : สะพานข้ามแม่น้ำแควในจังหวัดกาญจนบุรี ถ่ายเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2020)

สุสานทหารพันธมิตรบริเวณใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำแควปกคลุมไปด้วยต้นหญ้า ร่างของนักโทษเชลย 1,750 คนฝังอยู่ในสุสาน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในวัย 20 ปี กระดูกจำนวนมากที่ขุดพบขึ้นมาเป็นเพียงอวัยวะแขนขาที่หัก ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นักโทษสงครามจากออสเตรเลีย อังกฤษ และประเทศอื่นๆ รวมถึงลูกหลานของพวกเขาต่างเดินทางมาไว้อาลัยยังที่แห่งนี้ ในจำนวนคนเหล่านั้น เทอร์รี มันตา ชาวออสเตรเลีย เลือกที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ต่อ

มันตาให้สัมภาษณ์ว่าบิดาของเขาเป็นเชลยในสงครามครั้งนั้น เขาถูกจับตัวที่ชวาและถูกส่งมาก่อสร้างทางรถไฟที่กาญจนบุรี

“ตอนแรก ผมแค่ต้องการมาเห็นว่าพ่อของผมต้องเผชิญอะไรบ้าง หลายคนก็เดินทางมาที่นี่เพื่อหาคำตอบเหมือนผม”

รอด เบตตี ชาวออสเตรเลีย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เดินทางมากาญจนบุรีด้วยความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน เขาเข้าไปป่าลึกเขตร้อนตามลำพังเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ ในปี 2003 เบตตีสร้างพิพิธภัณฑ์ “ทางรถไฟสายมรณะ” และศูนย์วิจัยทางรถไฟไทย-พม่าขึ้นใกล้กับบริเวณสุสานพันธมิตร เพื่อจัดแสดงผลงานการค้นคว้ามากกว่า 20 ปีของเขาเกี่ยวกับ “ทางรถไฟสายมรณะ” สายนี้

ปัจจุบัน มันตาเป็นผู้จัดการของพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟสายมรณะมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว เขากล่าวว่าในแต่ละปีจะมีผู้คนมาที่พิพิธภัณฑ์ประมาณ 75,000 คน เขาเคยต้อนรับอดีตเชลยศึกและลูกหลานของพวกเขามามากมาย “เชลยบางคนเลือกที่จะกลับมาย้อนดู แต่บางส่วนไม่คิดจะกลับมาอีกเลยตลอดชีวิต”

 

(แฟ้มภาพซินหัว : สะพานข้ามแม่น้ำแควในจังหวัดกาญจนบุรี ถ่ายเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2020)

มันตากล่าวว่าในขณะที่เหล่านักโทษในยุคนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือน้อยลงทุกที เราหวังว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นเครื่องถ่ายทอดเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ย้ำเตือนให้ทุกคนไม่หลงลืมสิ่งที่เกิดขึ้น “พิพิธภัณฑ์ของเราบอกเล่าถึงความเป็นมนุษย์ ประวัติศาสตร์ ตัวเลข และสงคราม ทหารที่พลีชีพเหล่านั้นควรค่าแก่การจดจำและระลึกถึง”

ภายในพิพิธภัณฑ์ “ทางรถไฟสายมรณะ” จัดแสดงไม้หมอนที่แตกร้าว ตะปูเหล็กขึ้นสนิม เครื่องไม้เครื่องมือของกรรมกร และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน… รวมถึงเพลงมาร์ชทางรถไฟสายมรณะที่บรรเลงอ้อยอิ่งทุกซอกทุกมุมของพิพิธภัณฑ์ ถ่ายทอดถึงความโหดร้ายในสงครามโลกครั้งที่สองด้วยฝีมือผู้รุกรานญี่ปุ่น

“เราจดจำประวัติศาสตร์เพื่อทำอนาคตให้ดีขึ้น เราควรให้ประวัติศาสตร์ช่วงตอนนี้เป็นกระจกส่องสะท้อนอนาคต สงครามไม่เคยมีผู้ชนะอย่างแท้จริง เราไม่ควรก้าวซ้ำความผิดพลาดเดิม”

ภายนอกพิพิธภัณฑ์ “ทางรถไฟสายมรณะ” แสงยามสายัณห์ดั่งสีเลือด นักท่องเที่ยวมาเยือนสะพานข้ามแม่น้ำแควขวักไขว่ สายน้ำใต้สะพานรี่ไหลอย่างสงบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.