บรัสเซลส์, 7 พ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันพฤหัสบดี (7 พ.ย.) คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เปิดเผยการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหภาพยุโรป (EU) จะขยายตัวร้อยละ 1.1 ในปี 2019 และร้อยละ 1.2 ในปี 2020 และ 2021

ตัวเลขดังกล่าวปรับลดลง 0.1 จุดในปี 2019 และ 0.2 จุดในปี 2020 หากเทียบกับการคาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยคณะกรรมาธิการฯ ชี้ว่าเศรษฐกิจสหภาพยุโรปขยายตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 7 แต่ปัจจุบัน “กำลังเข้าสู่ช่วงการเติบโตอ่อนตัวและอัตราเงินเฟ้อทรงตัว”

“สภาพแวดล้อมภายนอกเริ่มส่งแรงสนับสนุนน้อยลงมาก สวนทางกับความผันผวนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการผลิต ที่กำลังเผชิญการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้าง” คณะกรรมาธิการฯ ระบุ

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ผนวกกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่อยู่ในระดับสูง ได้ถ่วงการลงทุน การผลิต และการค้าระหว่างประเทศ สหภาพยุโรปจึงจะต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจภายในภูมิภาคยิ่งขึ้นเพื่อการเติบโต

วัลดิส ดอมบรอสกิส (Valdis Dombrovskis) รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ด้านการเจรจาทางสังคมและยุโรป กล่าวว่าสหภาพยุโรปอาจจะเผชิญ “มรสุม” ล่วงหน้าและ “ห้วงยามแห่งความไม่แน่นอนสูง” ซึ่งเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองที่เพิ่มขึ้น การชะลอตัวของภาคการผลิต และเบร็กซิต (Brexit)

ก่อนหน้านี้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรปกล่าวว่าเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีงบประมาณเกินดุล ควรลงทุนมากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศและทั่วทั้งภูมิภาคยุโรป

ดอมบรอสกิสกล่าวว่าเขา “กระตุ้น” ทุกประเทศสมาชิกที่มีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงเร่งดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ และ “ประเทศสมาชิกที่มีช่องว่างทางการคลัง (fiscal space) ควรใช้ประโยชน์จากช่องว่างดังกล่าวทันที”

“เครื่องมือเชิงนโยบายทั้งหลายจะต้องถูกใช้งานเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและสนับสนุนการเติบโตของสหภาพยุโรป” ปิแอร์ มอสโควิซี (Pierre Moscovici) คณะกรรมาธิการยุโรปด้านกิจการเศรษฐกิจและการเงิน การจัดเก็บภาษี และศุลกากรกล่าว

copied!

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.