23 views

โตเกียว, 19 ส.ค. (ซินหัว) — “มองไปทางไหนก็มีแต่ควันเต็มไปหมด ท้องฟ้ามืดมัว บนเสาไฟฟ้ามีร่างคนห้อยต่องแต่ง ฉันที่ยังเด็กได้แต่กรีดเสียง ‘พ่อคะ เอาชายคนนั้นลงจากเสาที เอาเขากลับบ้าน หนูจะดูแลเขาเอง'”

ยูกิโกะ ยามาเบะ ทหารผ่านศึกวัย 91 ปีของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซินหัวฟัง เธอถือกำเนิดในญี่ปุ่น และติดตามบิดาที่เดินทางจากกรุงโตเกียวมาทำงานในเมืองเปิ่นซี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเกือบ 80 ปีก่อน เธอยังจดจำเหตุก๊าซระเบิดครั้งใหญ่ที่เหมืองถ่านหินทะเลสาบเปิ่นซีได้เป็นอย่างดี

บันทึกในเอกสารทางประวัติศาสตร์ซึ่งเก็บไว้ในเมืองเปิ่นซีบันทึกไว้ว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 1942 เกิดเหตุก๊าซระเบิดขึ้นที่เหมืองถ่านหินทะเลสาบเปิ่นซี ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่นผู้รุกรานจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,500 ราย ถือเป็นเหตุก๊าซระเบิดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินของโลก

นอกจากชาวญี่ปุ่น 31 ราย ผู้เคราะห์ร้ายที่เหลือล้วนเป็นคนงานชาวจีน ยามาเบะค้นพบความจริงเกี่ยวกับเหตุก๊าซระเบิดในอีกหลายปีให้หลัง “ฉันไม่เคยกลับไปแถวสถานีโยทสึยะในโตเกียวอีกเลย เพราะมันเป็นที่ตั้งของบริษัทโอกุระที่เคยเข้ามายึดครองเหมืองถ่านหินทะเลสาบเปิ่นซีเป็นเวลานาน”

แม้ว่าในเวลานั้นเธอจะยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการกรีฑาทัพเข้ารุกรานจีนของญี่ปุ่น แต่ยามาเบะกล่าวว่าเธอรู้สึกพ่ายแพ้ในตอนแรกเมื่อทราบว่าญี่ปุ่นยอมจำนนเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 1945 “ครอบครัวเราไม่รู้ว่าจะได้มีชีวิตรอดจนถึงวันพรุ่งนี้ไหม” ยามาเบะกล่าว อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยามาเบะรอดชีวิตมาได้ด้วยอาหารที่คนงานชาวจีนจากบริษัทที่บิดาของเธอทำงานอยู่แอบนำมาให้

เมื่อกองทัพปลดแอกประชาชนจีนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเปิดรับสมัครบุคคลเข้าร่วมกองทัพ ยามาเบะไม่รีรอที่จะยื่นใบสมัคร “ชาวจีนช่วยชีวิตฉันไว้ เมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ ฉันย่อมไม่รอช้า”

“ช่วงนั้นเป็นเวลาที่ฉันมีความสุขมากที่สุดในชีวิต” ยามาเบะกล่าวพร้อมแสดงแผนที่การเดินทัพของเธอหลังเข้าร่วมกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ยามาเบะซึ่งมีทักษะการแพทย์พื้นฐานได้ร่วมเดินทางไปกับกองทัพตั้งจนทั่วประเทศจีน เพื่อรักษาผู้บาดเจ็บจากการต่อสู้ในสมรภูมิรบ

“กองทัพของเราติดอาวุธหรือเปล่า? เปล่า พวกเรามีอาหารบ้างไหม? ไม่ แต่ทุกหนทุกแห่งที่เราไป เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้าน ทำไมน่ะหรือ เพราะไม่ว่าที่ใดที่พวกเราไป กองทัพจีนจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอ” ยามาเบะกล่าว เรื่องราวในอดีตสมัยที่ไปช่วยชาวนาเกี่ยวข้าวและช่วยกันทำอาหารกับเพื่อนร่วมทัพที่กลายเป็นความทรงจำอันงดงามของเธอ

ในปี 1953 ยามาเบะเดินทางกลับญี่ปุ่นและหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเล็กๆ น้อยๆ หลังเกษียณในปี 1984 ยามาเบะติดต่อครูฝึกของเธอสมัยเข้าร่วมกองทัพปลดแอกประชาชนจีนทันที และเข้าทำงานเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์นอร์แมน บีธูน (Norman Bethune University of Medical Science) ในเมืองฉางชุน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

ในปี 1990 คณะผู้แทนจากสถาบันสังคมศาสตร์เฮยหลงเจียงได้เดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเพื่อทำการวิจัยภาคสนามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 14 ปี สมัยญี่ปุ่นเข้ายึดครองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ยามาเบะที่สนใจหัวข้อนี้มาเนิ่นนานได้เข้าร่วมในการวิจัยครั้งนั้นด้วย

ระหว่างทำการวิจัย ยามาเบะได้ประจักษ์ถึงหลักฐานที่แน่นหนาแสดงถึงการรุกรานของญี่ปุ่นในจีนและการก่ออาชญากรรมอันทารุณ และได้รับฟังคำให้การของเหยื่อด้วยตนเอง “มันช่างโหดร้าย ฉันไม่อาจกลั้นน้ำตา ฉันไม่กล้าจะเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง แม้แต่ลูกสาวของตัวเอง” ยามาเบะกล่าวทั้งน้ำตา

ยามาเบะกล่าวว่าเธอต้องการให้ชาวญี่ปุ่นรับรู้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้มากขึ้น และพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อเปิดโปงอาชญากรรมอันชั่วร้ายจากน้ำมือของทหารญี่ปุ่นในจีน

ยามาเบะและผองเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกันได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเผยแพร่หลักฐานการก่ออาชญากรรมของหน่วย 731 ของญี่ปุ่น เธอและเพื่อนอุทิศตัวเพื่อต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ สงครามเชื้อโรค และสงครามก๊าซพิษ พวกเธอจัดนิทรรศการหลายสิบครั้งในญี่ปุ่น เพื่อแสดงถึงหลักฐานการทดลองมนุษย์เพื่อสงครามเชื้อโรค และการก่ออาชญากรรมอื่นของหน่วย 731 ให้ชาวญี่ปุ่นได้รับทราบ เธอและเพื่อนทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงและคุ้มครองแหล่งหลักฐานการก่ออาชญากรรมของหน่วย 731

“ยามาเบะขายบ้านและใช้เงินส่วนตัวเดินทางไปกลับจีนมากกว่า 60 ครั้ง เพื่อสืบค้นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น” จางหงโป ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเมจิกักคุอิน ที่รู้จักยามาเบะมานานกว่า 20 ปีกล่าว

ยามาเบะแปลและเผยแพร่หนังสือ 2 เล่มที่เปิดเผยถึงการรุกรานจีนของญี่ปุ่น การใช้ก๊าซพิษ และหลักฐานการก่ออาชญากรรมของหน่วย 731

ยามาเบะยังอุทิศตนให้กับการสืบค้นเรื่องอาวุธเคมีที่กองทัพญี่ปุ่นทิ้งไว้ เธอคอยช่วยเหลือชาวจีนที่ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดก๊าซในการเรียกร้องเงินชดเชยจากรัฐบาลญี่ปุ่น และเจรจากับสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพื่อเรียกร้องเงินชดเชยและคำขอโทษให้เหยื่อชาวจีนหลายครั้งหลายหน

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2011 ยามาเบะได้เดินทางไปยังแหล่งประวัติศาสตร์หน่วย 731 ในเมืองฮาร์บินของจีน และทำการก่อตั้ง “อนุสรณ์คำขอโทษและสันติภาพปราศจากสงคราม”

ยามาเบะได้เติบโตจาก “เจ้าเด็กโง่” ที่บิดาเคยเรียก มาเป็นสตรีที่อุทิศเวลาในชีวิตเกือบ 40 ปีเดินทางไปทุกแห่งหนและทำทุกวิถีทางให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากขึ้นได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ที่แท้จริง

ยามาเบะในวัย 91 ปีแปะกระดาษแผ่นหนึ่งไว้บนผนังบ้าน บนนั้นมีข้อความว่า “โปรดอย่ายื้อชีวิตฉัน หากเป็นไปได้ โปรดโปรยเถ้ากระดูกลงบนผืนดินและสายน้ำ ฉันภาวนาให้โลกนี้มีสันติปราศจากสงครามชั่วนิรันดร์”

(แฟ้มภาพซินหัว: ยูกิโกะ ยามาเบะ ทหารผ่านศึกวัย 91 ปีของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ให้ดูหนังสือพิม์จีนที่เก็บสะสมไว้ที่บ้านในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น วันที่ 12 ส.ค. 2020)
(แฟ้มภาพซินหัว: ยูกิโกะ ยามาเบะ ทหารผ่านศึกวัย 91 ปีของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวที่บ้านในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น วันที่ 12 ส.ค. 2020)
(แฟ้มภาพซินหัว: กระดาษบนผนังบ้านของยูกิโกะ ยามาเบะในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น เขียนว่า “โปรดอย่ายื้อชีวิตฉัน หากเป็นไปได้ โปรดโปรยเถ้ากระดูกลงบนผืนดินและสายน้ำ ฉันภาวนาให้โลกนี้มีสันติปราศจากสงครามชั่วนิรันดร์” วันที่ 12 ส.ค. 2020)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.