244 views

ฮ่องกง, 19 ก.ย. (ซินหัว) — ณ ตรอกแคบๆ แห่งหนึ่งในย่านเก่าของเขตซัมซุยโปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาลูน หญิงแซ่เฉิน ชาวฮ่องกงวัย 58 ปี ผู้มีผมสีดอกเลา กำลังสาละวนอยู่กับการพับกล่องกระดาษที่เหล่าร้านรวงทิ้งไว้ให้จนเป็นระเบียบ ก่อนจะขนไปวางบนรถสามล้อ ยานพาหนะคู่ใจของเธอ

เฉินเลี้ยงชีพด้วยการเก็บขยะตามถนนในฮ่องกง เธอขายกล่องกระดาษให้แก่สถานีรีไซเคิลในราคา 50 เซ็นต์ฮ่องกงต่อกิโลกรัม (ราว 2 บาท) สามารถทำรายได้ 40-50 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อวัน (ราว 155-195 บาท)

เฉินเล่าว่า “มันเป็นงานที่ยากลำบาก แต่ก็ช่วยให้ฉันประทังชีวิตได้ในแต่ละวัน” เธอคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าคนอื่นอีกหลายๆ คน “สำหรับคนที่ไม่มีใบอนุญาตพำนักในฮ่องกง ไม่แม้แต่ได้รับอนุญาตให้ทำงานแบบนี้ด้วยซ้ำ

มหานครฮ่องกงเปรียบดั่งสวรรค์ของเศรษฐีพันล้านและนักชอปผู้มีอันจะกิน ในทางกลับกัน เกาะสวรรค์แห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของคนยากจนกว่า 1.37 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด พวกเขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าแคบๆ ใต้ผืนฟ้าเดียวกับห้างสรรพสินค้าหรูและตึกระฟ้าสูงชะลูดสุดตระการตา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่าก็คือช่องว่างทางความมั่งคั่งขนาดมหึมา สถิติอย่างเป็นทางการล่าสุดเปิดเผยว่าดัชนีจีนีของฮ่องกง (Gini Index) หรือดัชนีที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทั่วไปเพิ่มขึ้นเป็น 0.539 ในปี 2016 สูงสุดในรอบ 45 ปี และสูงกว่าระดับเฝ้าระวังและเตือนภัยซึ่งกำหนดไว้ที่ 0.4

รายงานที่เผยแพร่โดยองค์กรอ็อกแฟม (Oxfam) หน่วยงานที่มุ่งเน้นการบรรเทาความยากจนทั่วโลกเปิดเผยว่า ในปี 2016 รายได้ต่อเดือนของครอบครัวบนยอดพีระมิดที่ร่ำรวยที่สุดในฮ่องกงจำนวนร้อยละ 10 มากกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนครอบครัวที่ยากจนที่สุดอยู่ถึง 43.9 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 33.9 เท่าในทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าในปี 2018 ทรัพย์สินของผู้ประกอบการชั้นนำ 21 แห่งในฮ่องกงเทียบเท่ากับทุนสำรองทางการเงินของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) แต่อัตราภาษีของบริษัทเหล่านี้กลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศจี 20 (G20) อย่างมาก

เมื่อความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ความยากลำบากของประชากรที่ยากจนก็ยังคงมีมากอย่างเห็นได้ชัด ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในห้องเช่าที่มีขนาดเล็กเท่าห้องสุขาอย่างไม่มีทางเลือก นอกจากนี้ สำหรับชาวฮ่องกงรุ่นใหม่แล้ว การเลื่อนชนชั้นทางสังคมและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน กลายเป็นเรื่องที่นับวันยิ่งยากเย็น

ความไม่พอใจที่เพิ่มพูน และความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคม มีส่วนนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น

ฉากหลังอันน่าหดหู่

จาง ผู้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อเต็มของเธอ อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ขนาด 37 ตารางเมตรในย่านชอยฮุง (Choi Hung) ในเกาลูน ซึ่งเป็นบ้านของสามีเธอมานาน 57 ปี ครอบครัวของเธอมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน พวกเขานอนหลับในเตียง 2 ชั้น ซึ่งมีอยู่ 2 เตียง และมีผ้าม่านกั้นไว้ เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวแก่ลูกสาววัย 18 ปี

จางกล่าวว่า “ฉันจะพาคุณไปดูรอบๆ นี่คือเตียงของสามีฉัน บนตู้นั่นป็นของเบ็ดเตล็ด ฉันและลูกชายใช้เตียงเดียวกันตรงนี้ ส่วนเตียงด้านบนเป็นของลูกสาว และนี่เป็นที่เล่นของเล่นสำหรับลูกชาย ด้านซ้ายคือห้องน้ำรวมกับห้องครัว นี่คือราวตากผ้า

แต่ถึงอย่างนั้น จางยังคงคิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนบนเกาะฮ่องกง เกาะซึ่งที่พำนักอาศัยมีราคาแพงที่สุดในโลก

สำนักงานสำมะโนประชากรและสถิติแห่งชาติของฮ่องกงรายงานว่า ในปี 2016 ชาวฮ่องกงราว 209,700 คนอาศัยอยู่ในห้องพักขนาดเล็กที่เรียกกันว่า “แฟลตซอยย่อย” (subdivided flats) โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 66.9 อาศัยอยู่ในห้องแบ่งย่อยที่มีพื้นที่ 7-13 ตารางเมตรเท่านั้น

อ็อกแฟมระบุว่าหลายครอบครัวกำลังยื่นเรื่องขอเช่าบ้านเคหะชุมชน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าแฟลตย่อยและมีค่าเช่าต่ำกว่ามาก แต่เนื่องจากการก่อสร้างบ้านในโครงการดังกล่าวใช้ระยะเวลานานกว่าที่เคยคำนวณไว้ ทำให้ในปี 2016 ผู้สมัครจำเป็นต้องรอบ้านสาธารณะนานถึง 5.3 ปี จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3 ปี

แม้จางจะรอดพ้นจากการจ่ายค่าเช่าห้องที่สูงลิ่ว แต่ครอบครัวของเธอก็ยังคงต้องดิ้นรนกับรายรับและรายจ่ายที่ไม่พอดีกันอยู่เสมอ ครอบครัวนี้มีรายได้ประมาณ 20,000 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน (77,000 บาท) โดยจำนวนนี้รวมเงินอุดหนุนจากรัฐบาลแล้ว อย่างไรก็ดี เงินเกือบทุกบาททุกสตางค์ก็ถูกใช้จ่ายเพื่อพยุงครอบครัวให้พ้นจากการเป็นหนี้ และนำมาเป็นค่ารักษาพยาบาลแก่ลูกชายวัยเยาว์ที่ป่วยเป็นโรคออทิสติก

จางเล่าว่า “ซูเปอร์มาร์เก็ตมักมีส่วนลดทุกวันศุกร์ ฉันจึงชอบไปซื้อเนื้อสัตว์แช่แข็งแทนเนื้อสด มันเป็นการประหยัดเงินทางหนึ่ง และเมื่อเร็วๆ นี้เนื้อหมูก็ขึ้นราคาอีก ฉันจึงซื้อเนื้อหมูแช่แข็งมาทำซุปกระดูกหมู
ปกติแล้วกระดูกหมูสับจะมีขนาดเล็ก และไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่เราสามารถทำซุปได้ถึงหม้อหนึ่งหากเราซื้อเนื้อแช่แข็ง”

เมื่อถูกถามว่าเธอพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่หรือไม่ จางพยักหน้า แต่เธอยังคงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆ ของเธอในอนาคต

ฉันหวังว่าลูกสาวของฉันจะออกจากบ้านหลังนี้ และมีบ้านเป็นของตัวเองสักวันหนึ่ง แต่นั่นมันก็ยังอีกนาน” “ความกังวลของฉันในตอนนี้คืออาคารเก่าๆ หลังนี้อาจถูกรื้อถอน และเราอาจจำเป็นต้องไปอาศัยอยู่ในบ้านที่แพงกว่านี้ในพื้นที่ที่ไกลกว่าเก่า

อาเฝิง คนขายกระเป๋าถือประจำถนนไท่หยวนวัย 41 ปี เป็นชาวฮ่องกงอีกรายที่ขาดความเชื่อมั่นในอนาคตของตนเอง ซึ่งเป็นภาพแทนของบรรดาผู้ค้าปลีกรายย่อยจำนวนมากในฮ่องกงที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาค่าเช่าที่พุ่งสูงและการบุกตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

อาเฝิงกล่าวว่า “เด็กๆ ในวันนี้มองไม่เห็นอนาคตที่ดีขึ้นกว่าเดิม” เขารู้สึกเป็นห่วงอนาคตของลูกๆ มากกว่าธุรกิจอันร่อแร่ของตนเอง

อาเฝิงกล่าวต่อไปว่า “การเป็นมนุษย์เงินเดือนใช่ว่าจะสบาย เพราะคุณจะมีเงินเก็บเหลือเพียงน้อยนิดหลังจ่ายค่าเช่าบ้านอันแสนโหด และหากคุณต้องการเริ่มต้นธุรกิจสักอย่าง อย่างน้อยก็ต้องมีทุนสักหนึ่งล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 3.8 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นค่าเช่าพื้นที่และตกแต่งร้าน ผมไม่เคยหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้แม้จะอยู่ในวงการนี้มานาน 20 ปี

“หากฮ่องกงยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ลูกหลานของเราก็คงไร้อนาคต”

แนวทางแก้ไข

หายนะอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของฮ่องกงคือภาวะกลวง (Hollowing out) หรือการย้ายออกของภาคการผลิตที่เกิดขึ้นในวงการอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแนวโน้มความตกต่ำทางเศรษฐกิจของฮ่องกงเริ่มปรากฏเค้าลางตั้งแต่ช่วงปี 1980 เมื่อฮ่องกงยุติอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องใช้แรงงาน และหันไปสนับสนุนเศรษฐกิจที่เน้นการให้บริการเป็นหลักแทน

เหลียงไห่หมิง นักเศรษฐศาสตร์ชาวฮ่องกงระบุว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงนั้นพึ่งพาภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการเงินอย่างหนักหน่วง นักธุรกิจในแวดวงเหล่านี้มีความมั่งคั่งมหาศาล ขณะที่คนชายขอบส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับประโยชน์จากความมั่งคั่งนั้นแต่อย่างใด

ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) พยายามจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดตัวโครงการที่พักอาศัยราคาย่อมเยา เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ถึง 2 ใน 3 ในสภานิติบัญญัติ (LegCo) เพื่อดำเนินนโยบายที่สำคัญเช่นนี้ แต่การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ หรือการจัดสรรงบประมาณ มักถูกขัดขวางโดยฝ่ายค้านในที่ประชุมสภานิติบัญญัติอยู่บ่อยครั้ง

เฉินอิ๋ง รองสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน ประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และรองประธานพรรคพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อฮ่องกงที่ก้าวหน้า (DAB) กล่าวว่า “พวกเขามีบทบาททั้งด้านดีและไม่ดี” ฝ่ายค้านมักขัดขวางการดำเนินงานของรัฐบาล พร้อมๆ กับการกล่าวโทษรัฐบาลว่าล้มเหลวในการบริหารงาน

โจเซฟ พี.เอช. ฟาน ศาสตราจารย์ด้านการเงินและการบัญชีประจำมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่านโยบายที่ดินแบบอนุรักษ์นิยมของฮ่องกง รวมถึงรูปแบบ “รัฐบาลขนาดเล็ก” ก็เป็นสาเหตุของปัญหาในปัจจุบันของฮ่องกงเช่นกัน

เป็นเวลา 22 ปีแล้วนับตั้งแต่ฮ่องกงหวนคืนสู่จีน แต่นโยบายที่ดินของฮ่องกงยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ทรัพยากรที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกผูกขาดโดยผู้คนจำนวนเพียงหยิบมือ ทำให้อุปสงค์ของที่อยู่อาศัยมีมหาศาล ส่งผลให้ราคาที่พักปรับตัวสูงลิ่ว

ฟานกล่าวเพิ่มเติมว่ารัฐบาลเขตบริหารเศษฮ่องกง (HKSAR) ดำเนินมาตรการกำกับดูแลประชาชนได้ค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดันอย่างรุนแรงจากกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้มาตรการหลายอย่างที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวฮ่องกงนั้นยากต่อการถูกนำมาปรับใช้

เพื่อที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนั้น ฟานแนะนำให้ฮ่องกงกระชับความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจ “ฮ่องกงเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างจีนกับโลก ดีกว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (Laissez-Faire) ของรัฐบาล

ทางฝั่งเหลียงไห่หมิง แนะนำให้ฮ่องกงเข้าร่วมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Guangdong-Hong Kong-Macao Greater Bay Area – GBA) และใช้โอกาสนี้กระตุ้นอุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี การจะหาทางออกภายใต้ความวุ่นวายที่สั่งสมมาเนิ่นนานนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก ความรุนแรงได้ลุกลามเกินขอบเขตและสร้างรอยร้าวขึ้นภายในสังคม รวมถึงบ่อนทำลายเศรษฐกิจของฮ่องกง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยอดค้าปลีกของฮ่องกงลดลงร้อยละ 11.4 จากปีก่อนหน้า โดยมีคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอีกหากความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป

เพื่อป้องกันเศรษฐกิจฮ่องกงไม่ให้ตกต่ำ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมารัฐบาลเขตบริหารเศษฮ่องกง (HKSAR) จึงได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งมีมูลค่ารวม 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 7.4 หมื่นล้านบาท)

และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) ให้คำมั่นว่าจะเริ่มการเสวนากับประชาชน พร้อมเชิญผู้นำชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ มาร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมฮ่องกง เธอกล่าวว่า “เรามาหาทางออกไปพร้อมๆ กัน” พร้อมขอให้ช่วยกันทำให้ฮ่องกงสามารถก้าวผ่านความโกลาหลนี้ไปได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.